ทำบุญ บทความทำบุญ บทความธรรมะ ข่าวงานบุญ งานกุศล

   เข้าระบบ   
ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน ?.

   บูรพาจารย์ คณะสงฆ์จีนนิกายในไทย   
วัดโพธิทัตตาราม
 พระอาจารย์บุญฤทธิ์
    (เซี่ยธง) 

คณะสงฆ์จีนนิกาย
พุทธมหายานในไทย
 

   Banner เว็บทำบุญ   
Siamemedia.com งานกราฟิก, สื่อ Mutilmedia, รับผลิต

เว็บทำบุญ ดอทคอม สื่อกลางทำบุญ ของสังคม Online

ร่วมกันเฝ้าระวังเพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา

นั่งสมาธิ ภาวนาตามสติปัฏฐาน  พุทธกรรมฐาน  เจริญบุญ  สมถกรรมฐาน แนวกสิณ  สติปัฏฐาน4 สติ  ภาวนา  ศาสนาพุทธ  สติปัฏฐาน4 มีสติ  เจริญปัญญา เจริญสติ วิมุตติมรรค แจก cd ธรรมะ


   ข้อความสั้น   
ชื่อ:

ข้อความ:
รหัสลับ: 34898
กรอกรหัส:*
ช่วยเหลือ

นางฟ้า
06. กันยายน 2010 09:39:14
กดหาตารางเปิดบุญเข้าทุกเว
บก็ไม่มีเลยกรุณาลงให้ด้วย
นะคะเหนื่อยใจจัง


นางฟ้า
02. กันยายน 2010 09:15:09
วันที่12กันยายนนี้เปิดบุญ
ที่อยุธยาเมืองเก่าอย่าพลา
ดนะคะเวลา09.00น


somkidp@mitrphol.com
01. กันยายน 2010 20:08:12
ผมก็รอตารางเปิดบุญเดือนกั
นยายนครับ เวบที่ให้มาก็ลืมไปแล้วครั


นางฟ้า
01. กันยายน 2010 13:32:40
ช่วยลงตารางเปิดบุญเดือนกั
นยายนด้วยค่ะขอบคุณมาก


K.Noo
31. สิงหาคม 2010 15:15:06
ขอเชิญร่วมเปิดบุญ ณ ลานอนุสาวรีย์คุณย่าโม จ.นครราชสีมา เวลา 06.00น.

K.Noo
31. สิงหาคม 2010 15:13:35
อยากทราบตารางเปิดบุญ เดือน กันยายน 2553

ชาญ
31. สิงหาคม 2010 12:26:33
หล่อ อ่ะ

moolek
29. สิงหาคม 2010 17:15:29
เปิดบุญที่อยุธยาเดือนก.ยว
ันไหน สถานที่ด้วย


somkidp@mitrphol.com
07. สิงหาคม 2010 06:32:19
ไม่บอกก็ไม่รู้ครับผมพิมพ์
เข้าไปทุกวันแต่ไม่จำว่าต้
องเข้าไปที่หน้าหลัก


sirasanaka2009@hotmail.com
06. สิงหาคม 2010 14:15:01
อยากทราบว่าจะมีเปิดบุญวัน
ไหนบ้างคะ


ข้อความทั้งหมด

TV Radio Thumboon.com


ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมหายาน พุทธศาสนามหายานในประเทศไทย

 

         แม้ลัทธิมหายานเสื่อมไปจากประเทศไทยเมื่อ พุทธศตวรรษที่ ๑๘ แต่ความเชื่อถือบางอย่างอันเนื่อง ด้วยคติมหายานหาได้พลอยศูนย์ไปไม่ เช่น การปรารถนาพุทธภูมิ การนับถือพระเจ้าแผ่นดินว่ามีสถานะเป็นพระ บรมโพธิสัตว์แบ่งภาคลงมาโปรดสัตว์ เป็นต้น ลัทธิมหายานได้เข้ามาตั้งมั่นในประเทศไทยอีกระยะหนึ่งโดยชาว พุทธญวนและจีนนำเข้ามา ในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ มีเจ้านายเชื้อพระวงศ์และผู้คนบ่าวไพร่ อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และได้พาเอาลัทธิมหายานที่ตนนับถือเข้ามาด้วย และได้สร้างวัดมหายาน ขึ้นหลายวัด ครั้นลุถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ มีพระจีนเข้ามาจากเมืองจีนรูปหนึ่งชื่ออาจารย์สกเห็ง มีกิตติคุณทางวิปัสสนาธุระ เป็นที่เลื่อมใสของชาวจีนตลอดจนชาวไทย ได้บอกบุญเรี่ยรายจากพุทธศาสนิกชนทั่วไปสร้าง

 

วัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ขึ้นที่กรุงเทพ นับเป็นวัดมหายานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระญวนและพระจีน ต่อมาในภาย หลังโปรดให้มีตำแหน่งฐานานุกรมขึ้นทั้ง ๒ ฝ่าย ลัทธิมหายานในประเทศไทยจึงมี ๒ นิกายคือ อนัมนิกายฝ่าย หนึ่ง กับจีนนิกายอีกฝ่ายหนึ่งตั้งแต่บัดนั้น

 

(ย่อความจาก "พระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทย" โดย เสถียร โพธินันทะ) http://mahamakuta.inet.co.th/buddhism/bud~317.html

 

 

 

ลำดับเหตุการณ์

 

         เมื่อประมาณ พ.ศ ๒๙๐ พุทธศาสนาได้แพร่ หลายจากประเทศอินเดียเข้าสู่แค้วนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีชนชาติ ขอม มอญ ละว้า และไทย

 

         ประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐ สมัยศรีวิชัยพุทธศาสนา มหายานได้แพร่หลายจากเกาะสุมาตราเข้า สู่เมือง ไชยาทางภาคใต้แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ได้ความจากประวัติศาสตร์และวัตถุที่ขุดได้ใน เมืองไชยา

 

         ประมาณ พ.ศ. ๑๔๐๐ สมัยลพบุรี พระพุทธศาสนานิกายมหายานหรือที่เรียกว่า อาจาริยวาทได้แพร่ขยายเข้าสู่เมืองลพบุรี ทั้งนี้ได้ความจากศิลาจารึกที่ขุดได้ในเมืองลพบุรี

 

         ประมาณ พ.ศ.๑๖๐๐ สมัยเชียงแสนพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้แพร่หลายเข้าสู่ดิน แดนภาคเหนือของประเทศไทย

 

         ประมาณ พ.ศ.๑๘๐๐ สมัยสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้รับเอาพุทธศาสนา เถรวาทจากประเทศลังกาเข้าสู่แคว้นสุโขทัยเรียกว่าพุทธ ศาสนาลัทธิลังกาวงศ์และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาประเทศไทยก็นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติไทยตลอดเรื่อยมา พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปนั้น ตามหลักฐานระบุว่า สร้างโดยพระธรรมทูตของพระ เจ้าอโศกมหาราชแต่หลักฐานและวัตถุโบราณที่ขุดพบส่วนใหญ่จะบ่งบอกถึงความเคยรุ่งเรือง ของมหายานในบริเวณนั้นดังนั้นเป็นที่สันนิฐานได้ว่าทั้งเถรวาทและมหายานได้รุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้มาก่อน ความสัมพันธ์ของชาว ไทยและจีนมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงสมัยอยุธยาได้มีชาวจีนอพยพเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารมากขึ้นแต่ยังไม่ปรากฏว่ามีวัดทางฝ่ายมหายานและพระสงฆ์เกิดขึ้น แม้ว่าชาวจีนส่วนใหญ่จะนับถือพุทธศาสนามหายานและนับ ถือลัทธิขงจื้อควบคู่กัน จึงเข้าใจว่าชาวจีนในสมัยนั้นได้ใช้ศาลเจ้าประกอบพิธีตามลัทธิขงจื้อและใช้วัดไทยในการ ประกอบพิธีทางพุทธศาสนาแม้ว่าจะเป็นคนละนิกายกัน

 

         สมัย ธนบุรีชาวญวนซึ่งเป็น พุทธฝ่ายมหายาน เช่นเดียวกับจีน และมีวัฒนธรรมคล้ายกันมากได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ สมภาร ญวนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นเป็นวัดแรกบนฝั่งตะวันออกของกรุงธนบุรี และเมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวญวนและจีนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นอีกหลายวัดทั้งในกรุงและ นอกกรุง วัดจีนปรากฏในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ นี้เอง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชทานสมณศักดิ์สงฆ์นิกายมหานยานเป็นครั้ง แรก สมณะศักดิ์ จีนรูปแรกคือ พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร(สกเห็ง) สมณะศักดิ์ญวนรูปแรกคือ พระครูคณา นัมสมณาจารย์ (องฮึง)อารามฝ่ายมหายานจีนแห่งแรก คือวัดย่งฮกยี่ ซี่งต่อมาได้รับ พระราชทานนามว่า วัดบำเพ็ญจีน พรต ต่อมาได้มีการสร้างวัดในฝ่ายมหายานที่สำคัญขึ้นอีก หลายวัด ดังเช่นวัดมังกรกมลาวาส วัดจีนประชาสโมสรสำนักสงฆ์อีกหลายแห่งในสมัยรัชกาล ที่ ๕ และมหายานฝ่ายจีนนิกายรุ่งเรืองสูงสุดในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ในยุคของเจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกายรูปที่ ๖ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตรฯ(โพธิ์แจ้งมหาเถระ) ได้มีการสร้างวัดอันเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติที่สำคัญขึ้นอีกหลายแห่ง เช่นวัดโพธิ์เย็น วัดเทพพุทธาราม วัดโพธิทัตตาราม
วัดโพธิ์แมนคุณาราม ศูนย์กลางคณะสงฆ์จีนแห่งประเทศไทยเป็นต้น

 

 

 

นิกายมาหายานในประเทศไทย

 

        พุทธศาสนาฝ่ายมหายานในประเทศ ไทยมีอยู่สองนิกาย คือ อานัม นิกาย(ญวน)และจีนนิกาย ธรรมปฏิบัติของสงฆ์มหายานโดยเฉพาะสงฆ์จีนถือปฏิบัติในหลักนิกายลุกจง(นิกายวินัย) นิกายเซียมจง(นิกายวิปัสสนาหรือนิกายเซ็น) ควบกับนิกายเหี่ยนจง(นิกายเปิด) ซึ่งปฏิบัติทั่ว ไปในวัดจีนมหายาน นิกายและมีเฉพาะสังฆารามเดียวเท่านั้นที่มีการเพิ่มปฏิบัติในหลักนิกาย มิกจง(นิกายระหัสยานนิกายหนึ่งของวัชระยานทิเบต)เป็นพิเศษคือวัดโพธิ์เย็นตลาดลูกแก จังหวัดกาญจนบุรี ในยุคนี้ได้มีการแปลพระปาฏิโมกข์ฝ่ายมหายาน นิกายวินัยซึ่งถือเป็น ปาฏิโมกข์วินัยที่เคร่งครัดที่สุดเพื่อเป็นหลักปฏิบัติควบคู่กับพระไตรปิฎกและโพธิสัตว์สิกขา ของพระสงฆ์มหายานจีนนิกาย

 

 

 

คัดมาจาก http://www.oursiam.net

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิงอื่นๆ

 

         http://mettadham.ca/chinese%20monk.htm

 

         http://www.dhammathai.org, ข้อมูลและภาพ

 

         http://www.sriganapati.com, ข้อมูลและภาพ

 

         http://www.mahayana.in.th

 

         อวสานศากยวงศ์, ฉลอง เจยาคม : ภาพ

 

 

 

มหายานในทิเบต

 

         พุทธศาสนามหายานแบบพุทธันตรยานหรือตันตรมนตรยาน เป็นนิกายแรกสามารถเข้าไปตั้งในธิเบตได้สำเร็จ เป็นนิกายที่เต็มไปด้วยเวทย์มนต์อาคมขลัง ประจวบเหมาะกับที่ประเทศธิเบตมีลัทธิศาสนาเดิมยึดถือเวทย์มนต์อาคมขลังอยู่แล้ว ก็เลยเป็นที่ถูกใจคนธิเบต คณาจารย์ที่มีบทบาทสำคัญในที่นำพระพุทธศาสนาเข้าไปยังประเทศธิเบตมีชื่อว่า ปัทมสัมภวะ (Padmasambhava)ท่านเผยแผ่พระพุทธศาสนาในธิเบต จนสามารถปราบฤทธิ์พวกพ่อมดที่นับถือลัทธิโปนดั้งเดิมได้สำเร็จ ท่านเป็นต้นกำเนิดนิกายลามะที่เรียกว่า นิกายนยิงมะปะ (Nyingmapa) ในธิเบต จนก่อให้เกิดศรัทธาความเชื่อถือแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยพระราชาหลายพระองค์ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ และยังประกาศพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ต่อมามี พระอติศะได้เดินทางเข้าธิเบตทำการเผยแพร่ศาสนา ตลอดจนได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งชื่อว่า "โพธิบทประทีปศาสตร์" และแปลคัมภีร์เป็นภาษาธิเบต อักษรธิเบตก็มีรากฐานมาจากภาษาสันตกฤต

 

        ประเทศธิเบตนับตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๒-๒๐ มีนิกายใหญ่ๆ ที่แพร่หลายในชุมชนชาวธิเบต มีอยู่ ด้วยกัน ๔ นิกาย คือ

 

         ๑. นิกายนยิงมาปะ หรือ นิกายยิงมะปะ (Nyingmapa School) ถือกำเนิดจากอาจารย์ชาวอินเดียคือปัทมสัมภวะที่เดินทางมาทิเบตเมื่อ พ.ศ. 1350 ซึ่งได้รับการนับถือจากชาวทิเบตอย่างกว้างขวาง และเป็นผู้สร้างวัดสัมเยซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในทิเบต ปัทมสัมภวะได้เผยแพร่คำสอนของนิกายตันตระจนมีสานุศิษย์ที่สำคัญหลายคน แพร่หลายถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ก็เสื่อมลง นิกายนิงมะหรือนิกายหมวกแดง เป็นนิกายสำคัญนิกายหนึ่งของพุทธศาสนาในทิเบต

 

นิกายนิงมะแบ่งคำสอนในพุทธศาสนาออกเป็น 9 ยานคือ

 

สามยานนี้เป็นคำสอนในพระสูตร

 

สาวกยาน

 

ปัจเจกพุทธยาน

 

โพธิสัตวยาน

 

ตันตระสาม คือ

 

กริยาตันตระ

 

อุปตันตระ

 

โยคะตันตระ

 

ตันตระขั้นสูงอีกสามยาน คือ

 

มหาโยคะ

 

อนุโยคะ

 

อติโยคะ

 

 

 

 

 

 

 

        จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติยานทั้งเก้าคือเพื่อก้าวพ้นโลกียะตามคำสอนของพระสมันตภัทรพุทธะ คำสอนที่เป็นเอกลักษณ์ของนิกายนี้คือ ซอกเซ็น หรือมหาบารมี เป็นการปฏิบัติโดยสวดพระนามของปัทมสัมภวะ หรือคุรุรินโปเช และการเข้าเงียบ อาจารย์คนสำคัญของนิกายนี้ได้แก่ ยอนชัล บีมาร์โอเซอร์ คุรุโชวัง คอร์เจ ลิงปา ปัทมะ ลิงปา และจัมยัง เคนเซ เป็นผู้นำคำสอนที่ปัทมสัมภวะซ่อนไว้มาเปิดเผย

 

 

 

        สถาบันแห่งแรกของนิกายนี้คือวัดสัมเย ตั้งโดยพระศานตรักษิต สถาบันในยุคหลังได้แก่ วัดมันโดรลิง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2219 จอร์เจดรัก สร้างเมื่อ พ.ศ. 2202 เมื่อชาวทิเบตลี้ภัยเข้าสู่อินเดีย มีการสร้างวัดในนิกายนี้หลายแห่ง เช่นที่รัฐการณาตกะ และธรรมศาลา (คัดบางส่วนมาจาก : ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ษัฏเสน. พระพุทธศาสนาแบบทิเบต. กทม. ศูนย์ไทยทิเบต. 2538)

 

 

 

         ๒. นิกายศากยะ (Sakya School) สืบต้นตอมาจากพระอติศะ นักปราชญ์ชาวอินเดีย มีชีวิตอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ นิกายนี้เป็นนิกายสำคัญนิกายหนึ่งของพุทธศาสนาในทิเบต รากฐานของคำสอนมาจากวิรูปะ โยคีชาวอินเดียผ่านทาง คายธร ดรอกมี สักยะเยเช ลูกศิษย์ของสักยะเยเชคือ คอน คอลจ็อก เจลโป ได้สร้างวัดชื่อวัดสักยะ จึงกลายมาเป็นชื่อนิกาย อาจารย์ที่สำคัญซึ่งเป็นผู้นำหลักของนิกายสักยะเรียกว่า ปัญจะสังฆราช ได้แก่ ลาเซ็น กุงกะนิงโป, โสนัมเซโม, ดักปะ เจลเซ่น, สักยะบัณฑิตกุงกะ เจลเซ่น, และโดรกอน โชกยัล พักปะ นอกจากนี้ยังมีอาจารย์ที่ร่วมพัฒนานิกายสักยะ เรียกอลังการทั้ง 6 เช่น งอเซ็น กุงกะ ซังโป, ซองปะกุง กะนัมกยัล, โครัมเสนัม เซ็งเก, สักยะ โชเด็น เป็นต้น

 

         oนิกายสักยะมีการแบ่งเป็นนิกายย่อยหลายนิกายเช่นเดียวกับนิกายอื่นๆ คำสอนที่ถือเป็นแก่นของนิกายคือ ลัมเดร มรรควิถีและผล ปรัชญาทางมรรควิถีของนิกายนี้ถือว่าไม่สามารถแยกสังสารวัฏและพระนิพพานออกจากกันได้ เพราะจิตมีรากฐานอยู่ทั้ง 2 อย่าง ดังนั้น ผู้ฝึกฝนจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ทั้ง 2 สภาวะ การปฏิบัติที่เป็นหลักของนิกายนี้คือ เหวัชระ จักรสัมภวะ ตันตระและมารกกาล

 

         o นิกาย สักยะเคยมีบทบาททางการเมืองการปกครองทิเบตอยู่ราว 100 ปี เนื่องจากสักยะบัณฑิตได้ไปเผยแพร่พุทธศาสนาที่มองโกเลียจนเป็นที่เลื่อมใส ของโกดันข่าน ต่อมา พักปะ หลานชายของสักยะบัณฑิตประดิษฐ์อักษรพัก-ปาเพื่อใช้เขียนภาษามองโกเลีย กุบไลข่านพอใจผลงานของพักปะจึงแต่งตั้งให้พักปะมีอำนาจปกครองทิเบต 3 แคว้น ถือว่าพักปะเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ทิเบตที่มีอำนาจทั้งทางศาสนาและการ เมือง (คัดมาจาก:ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ษัฏเสน. พระพุทธศาสนาแบบทิเบต. กทม. ศูนย์ไทยทิเบต. 2538)

 

 

 

         ๓. นิกายกาคะยุปะ (Kagyupa School) มีพระนโรปะชาวอินเดียเป็นผู้เริ่มตั้งนิกาย

 

 

 

         ๔. นิกายเกลุกะปะ (Gelukpa School) ตั้งขึ้นโดยพระธิเบตชื่อว่า สองขะปะ นิกายของท่านเป็นนิกายที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศธิเบต นับเป็นนิกายที่เจริญสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ดาไล ลามะ ทุกองค์จะสังกัดในนิกายนี้ทั้งสิ้น

 

        การปฏิบัติตามหลักนิกายนี้ จะต้องผ่านการฝึกหัดชั้นสูงเสีย เรียกว่า ลามะ โดยใช้เวลาถึง ๒๐ ปี จะต้องขัดเกลานิสัยจิตใจให้ตั้งอยู่ในความสงบ ไม่เกิดความฟุ้งซ่าน การสั่งสอนเน้นฝึกอุปนิสัยของผู้เรียนเป็นหลัก ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลามะแล้วย่อมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอย่างแท้จริง พระลามะของธิเบตจึงเป็นผู้ปฏิบัติธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดมีสมาธิอันดีเลิศ เพราะว่าได้ผ่านการชำระจิตใจมาเป็นเวลานาน ความเป็น ลามะจึงมีความสมบูรณ์มากในตัวบุคคลที่ผ่านการฝึกหนักมาแล้ว

 

 

 

         http://www.mahayana.in.th/buddhism/vajrayan.html

 

        http://www.dhamma.th.gs/web-d/hamma/WebPage/vajarayana.html

 

        http://www.sriganapati.com/index.php?option=com_content&task=view&id=34&Itemid=1

 

         http://www.guanim.com/html/fPage9.html

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        Copyright © 2004 - 2010 Thumboon.com All rights reserve


96687 ผู้เข้าเยี่ยมชม